กาลครั้งหนึ่ง....

แสงไฟสลัวในห้องแคบๆ กับเสียงเพลงบรรเลงเบาๆ ที่ดูน่าจะขับกล่อมให้เธอล่องลอยไปด้วยความสงบ เช่นเดียวกับกิริยาที่แสดงออกมา สีหน้าเรียบเฉย แววตาเงียบงัน ทว่าหัวใจเต้นเร่า ไม่ได้จังหวะ เธอแอบถอนหายใจ ในหลายๆครั้งที่เขาเผลอ และแอบมองดูเขาในหลายๆครั้งที่เขาเผลอเช่นกัน
ความเงียบเข้าปกคลุมความสัมพันธ์ของทั้งสอง ตั้งแต่วินาทีที่เธอสารภาพรักเขาไปจนหมดเปลือก และเขาปฎิเสธ
ในช่วงเวลานั้น กติกาและคำสัญญาของการคงสภาพสถานะของทั้งสอง ถูกยกขึ้นมา เพื่อขอให้ทุกอย่างดำเนินความผูกพันธ์ไปตามปกติ เธอสัญญา เขาสัญญา

เวลาเดินหน้าต่อไป

ความสัมพันธ์ของเธอกับเขาก็น่าจะเดินหน้าต่อไปเช่นกัน
หากแต่เพียงชั่วข้ามคืน ใครจะรู้ เวลาของทั้งสองเหมือนเดินย้อนกลับ
เงียบงัน ห่างไกล และไม่มีใครพูดถึงเรื่องวันนั้นอีก
สำหรับเธอแล้ว
 “ไม่พูดไม่ได้แปลว่าไม่รู้สึก”

เย็น-ชา

posted on 01 Apr 2011 20:27 by giftnina in LOVE

ก่อนนอนหลายวันมานี้ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
เพื่อเช็คว่าไม่มีข้อความส่งเข้ามาหาฉันอีกแล้วจริงๆ
บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ คิดถึงก็คงไม่ใช่
อาจดูไม่คุ้นชินมากกว่า
เพราะตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา
ฉันจะได้รับข้อความจากใครคนหนึ่งในทุกๆวัน 
ฉันต้องยอมรับว่าฉันอ่านข้อความเหล่านั้นบ้าง
และไม่อ่านบ้างเป็นส่วนใหญ่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนส่งมา
สุดท้ายฉันจะกดลบทิ้งไป

เช่นเดียวกับโปสการ์ดและจดหมายมากมาย
ที่ฉันแทบจะไม่แกะซองออกมาอ่าน
เมื่อเห็นว่าคนส่งจดหมายเป็นคนเดียวกับที่ส่งข้อความ 
ไม่ใช่เพราะฉันโกรธเขาหรือประการใด 

ในความเป็นจริงแล้วแทบจะไม่มีเรื่องเคืองใจใดใดระหว่างเราเลย
เพียงแต่ฉันเองไม่สะดวกที่จะรับความรู้สึกดีดีจากเขาได้

ความพยายามเพื่อพิสูจน์ให้ฉันเห็นถึงความจริงใจ
และความปรารถดีที่เขามีให้ ทำให้ฉันรับรู้ได้ว่า
ฉันโชคดีแค่ไหนที่มีคนห่วงใย

เพราะคงไม่บ่อยนักที่นอกจากครอบครัวแล้วจะมีคนจัดกระเป๋ายา
และบรรจงเขียนข้อความเตือนไว้ให้พกติดตัวในวันที่ต้องเดินทางบ่อย

คงไม่บ่อยนักที่จะมีคนส่งน้ำส่งนมมาให้ฉันไว้กินตอนทำงานดึกๆ  

คงไม่บ่อยนักที่จะมีคนปอกส้มแช่ตู้เย็นให้ฉันกิน

คงไม่บ่อยนักที่จะมีคนเรียกชื่อจริงฉันแทนชื่อเล่นจนติดปาก

คงไม่บ่อยนักที่จะมีคนคอยสรรหานิทานดวงดาวมาเล่าให้ฉันฟังก่อนนอน

คงไม่บ่อยนักที่จะมีคนเย็บผ้าห่มให้ฉันด้วยมือ

คงไม่บ่อยนักที่จะมีคนอยากเช็ดยาล้างเล็บให้ฉัน

คงไม่บ่อยนักที่จะมีคนมานั่งรอฉันเป็นวันๆ
เพื่อแลกกับการกินข้าวเย็นกับฉันเพียงไม่กี่นาที

คงไม่บ่อยนักที่จะมีคนซ้อมอวยพรวันเกิดให้ฉันในทุกๆเดือน

และคงไม่บ่อยนักที่จะมีคนมารักฉัน

ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่เพียบพร้อมและเหมาะสม
ที่จะรับความปรารถดีเหล่านั้นไว้ได้

ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นคนใจร้ายทุกๆครั้ง
ที่ฉันตอบรับความปรารถดีเหล่านั้นไว้
โดยที่ฉันไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อเขา มันอาจจะดูเหมือนไม่เป็นไร
อย่างที่ใครๆว่า เพราะเขาเต็มใจที่จะทำให้ฉันเอง

หากแต่ฉันเข้าใจดีว่า
ถ้าเราตกหลุมรักใครสักคนหนึ่งไปอย่างหมดหัวใจแล้ว
แค่เขาตอบรับความ ปรารถดีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
มันจะทำให้เรามีความหวัง
ความหวังที่กำลังสะสมและก่อตัวเป็นความเจ็บปวดโดยไม่รู้ตัว
ฉันเข้าใจสิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างดี
เพราะครั้งหนึ่งฉันเองก็เคยพยายามส่งความปรารถดีไปให้กับใครบางคน
และเพียงแค่เขาตอบรับความปรารถดีเหล่านั้นแม้จะด้วยความไม่เต็มใจก็ตาม
แต่มันก็ทำให้หัวใจของฉันพองโต

ความหวังที่เราเก็บสะสมเอาไว้ยิ่งมีมากเท่าไหร่
เมื่อถึงวันสิ้นสุดลงมันจะยิ่งทำให้เราเจ็บปวดเป็นเท่าทวีคูณ

ความรักเป็นเรื่องของโชคชะตา พรหมลิขิต และวิบากกรรม
มากกว่าจะเป็นเรื่องของความพยายาม ความสงสารหรือความเห็นใจ
ฉันเชื่ออย่างนั้นนะ 

เราต่างรับรู้ได้ดีว่าความพยายามไม่เคยทำให้เราสมหวังเรื่องความรักได้จริง
หากโชคชะตาไม่ได้กำหนดมาให้เราได้รักกัน ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ตาม
หรือไม่มันก็ยังไม่ถึงเวลาของเรา

ไม่ใช่ว่าเขาเหรือเธอไม่ดีพอแต่มันเป็นเรื่องของความพอดี
หรือที่หลายๆคนบอกว่ามันจะรับรู้ได้เองด้วยความรู้สึกว่าใช่หรือไม่
ความรักเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

เมื่อฉันเองก็เคยเจ็บปวดกับการได้รับความหวัง
ด้วยการตอบรับความปรารถดีที่ส่งไป
ฉันรู้ว่าที่เขาทำไปเพียงเพราะอยากรักษาน้ำใจฉัน
หรือเพียงเพราะไม่อยากให้ฉันต้องเสียใจ
แต่สิ่งเหล่านั้นมันเหมือนเป็นดาบสองคม
ที่หวนกลับมาทิ่มแทงฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฉันสัญญากับตัวเองตั้งแต่นั้นมาว่าฉันจะไม่ทำอย่างนั้นกับใคร
ความเจ็บปวดของวันวานจะเป็นสิ่งคอยเตือนตัวฉันเองอยู่เสมอ

วันนี้ฉันจึงเลือกที่จะเดินห่างออกมา
เมื่อรับรู้ถึงสัญญาณความต้องการปรับเปลี่ยนสถานะบางอย่างระหว่างเรา

บางทีฉันก็สับสนว่าความเฉยชาที่ฉันทำอยู่
มันจะยิ่งทำให้เขาเจ็บปวดมากกว่าหรือเปล่า
แต่อย่างน้อยฉันก็เชื่อว่าระยะเวลาของความทรมาณมันคงน้อยกว่า
ที่ต้องสะสมความผูกพันธ์ในแบบที่วาดเอาไว้เอง  

ฉันอดกังวลและเป็นห่วงเขาอยู่ลึกๆ
ฉันไม่อยากให้เราต้องไกลกันอย่างนี้
แต่ฉันก็ไม่อยากให้เราใกล้กันเกินไป....

วันไหนที่ลมของความห่วงหาแปรเปลี่ยนเป็นความห่วงใย
ในสถานะของพี่น้องได้แล้ว ฉันจะกลับไปหาเขาเอง
เพราะฉันก็คิดถึงเขาแทบแย่แล้วเหมือนกัน....

        ช่วงต้นปีที่ผ่านมาใครคนหนึ่งถามฉันว่าฉันยังคงมองท้องฟ้าสวยเหมือนเดิมหรือเปล่าฉันตอบเขาไปว่า สวยเหมือนเดิม เพราะที่ผ่านมาไม่มีคืนไหนที่ฉันจะมองมันไม่สวย  แต่ความเป็นจริงแล้ว ท้องฟ้าไม่เคยสวยอีกเลยหลังจากที่อะไรหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา หลายครั้งฉันพยายามภาวนาให้ตื่นขึ้นมาแล้วยังคงเป็นวันที่เรายืนอยู่ใกล้กันมากกว่านี้ หากแต่นั้นเป็นเพียงความฝันที่หล่อเลี้ยงหัวใจดวงเล็กๆของฉันให้พอรู้สึกชื่นใจกับวันเวลาดีดีที่ผ่านมา และเป็นกำลังใจหล่อเลี้ยงความหวังลมๆแล้งๆให้มีชีวิตเดินหน้าต่อไป

“ทบทวนเรื่องราวต่างๆทุกๆครั้งที่ฉันตื่นนอนกับบทกวีไม่มีความหมาย ฉันงมงายสวดมนต์ขอพรหากจะมีโอกาสอีกหน จะร่ายมนต์กับสายน้ำจันทร์เพื่อจะได้หลับตาลงสักครั้ง เพื่อพบกับเธอผู้เป็นนิรันดร์.. “ ฉันยืนฮัมเพลงอยู่บนสะพานปลาที่ทอดยาวลงไปกลางทะเล ท่ามกลางแสงจันทร์ทรงกลดและลมพัดเย็น  ฉันอดคิดถึงช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันเคยปรับทุกข์กับทะเลที่นี่ จนแทบอยากจะหยุดหายใจลงไปเสียวินาทีนั้น วันเวลาเดินทางของมันต่อไปตามหน้าที่ ฉันเองก็เช่นกัน  ความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน  และเวลาที่ล่วงเลยผ่านมาเนิ่นนานช่วยทำให้ความทรงจำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีจาง  แต่มันตกผลึกอยู่ในส่วนหนึ่งของความรู้สึกของฉันตลอดเวลาไปเสียแล้ว กว่าปีแล้วที่น้ำตาหยดสุดท้ายเหือดแห้งไปกับความเสียใจในสิ่งที่ไม่ได้เป็นดั่งหวัง....ฉันยังคงจำความเจ็บปวดนั้นได้เป็นอย่างดี

“เจ็บจนกลัวที่จะเริ่มต้นใหม่อีกสักครั้ง” เขาพูดขึ้น  หลังจากที่ระบายความอัดอั้นออกมาให้ฉันฟังจนหมดสิ้น ฉันพยักหน้าตอบด้วยความเข้าใจในความรู้สึกนั้นอย่างดีทีเดียว  แสงไฟบนชายฝั่งเริ่มดับลงไปทีละดวง สองดวง  เช่นเดียวกับความหวังเรื่องความรักของฉันและเขาที่กำลังตามหาอยู่ดูจะดับลงไปพร้อมๆกับแสงเหล่านั้น  ตอนนี้รัศมีแสงจันทร์ทรงกลดหายไปเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียงดวงจันทร์ให้โดดเดี่ยวกลางท้องฟ้ากว้างๆที่ดูเวิ้งว้าง กับคราบน้ำตาแห่งความเจ็บปวดของหญิงชายคู่หนึ่ง  ยิ่งทำให้บรรยากาศดูเปลี่ยวเหงากว่าควร

 

เขา...อาจารย์หนุ่มสอนวิชาฟิสิกส์ ที่ชอบดูดาว รักงานศิลปะ และหลงไหลบางแสนจนกะจะปักหลักปักฐานกันเสียที่นี่   เรารู้จักกันในสถานะที่ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่ามันเหมาะสมหรือเปล่า ใครคนหนึ่งที่หลงไหลความเป็นสุภาพบุรุษอารมณ์ดีของเขาแนะนำให้เราได้รู้จักกัน    ไม่นานฉันเองก็แอบหลงไหลในความเป็นเขาเช่นเดียวกัน  ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่ฉันจะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ใครสักคนแบบนี้   ฉันแค่อยากโอบกอดเขาไว้ในวันที่เขาเจอปัญหาและฉันก็อยากให้เขาโอบกอดฉันในวันที่ฉันเปลี่ยวเหงาเช่นเดียวกัน  แสงจันทร์ส่องกระทบผิวน้ำทะเลให้เห็นเป็นเงาลางๆเช่นเดียวกับที่กระทบในตาของเขาสะท้อนให้เห็นความเหนื่อยล้าเต็มที 

“พี่แค่กลัวตัวเองจะหวั่นไหวกับพลอย แล้ววันหนึ่งต้องมีใครสักคนที่เจ็บ ไม่พี่ก็พลอย หรือไม่ก็แฟนพลอย”
เมื่อเขาพูดจบหัวใจของฉันเต้นไม่เป็นจังหวะ  วินาทีนั้น ฉันได้กลิ่นความเจ็บปวดแบบวันวานกำลังจะหวนคืนมาที่ฉันอีกครั้ง  

“ไหนว่าไม่คิดอะไรกับพี่พลอยไม่ใช่เหรอ” ฉันถาม 

”วันนี้ไม่คิดแต่วันพรุ่งนี้ไม่แน่ “  เขาพูดออกมาด้วยความสับสนในความรู้สึกของตัวเอง และไม่รู้ว่าเขาจะยุติความสัมพันธ์ระหว่างเขาและพลอยไปได้อย่างไรโดยที่ยังไม่มีใครต้องเจ็บ

 

พลอย... คุณครูสอนดนตรีเด็กอนุบาล ผู้ซึ่งแฟนย้ายไปทำงานที่อื่น ขี้เหงา และเบื่อการกินก๋วยเตี๋ยวเป็ด
“พี่แค่แอบชอบเขาเท่านั้น  ไม่ได้อยากให้มาเป็นกิ๊ก แค่เบื่อก๋วยเตี๊ยวเป็ดอยากออกไปหาอะไรอร่อยๆกินไกลๆ แล้วไม่มีเพื่อน แล้วแค่อยากชวนเขาไปเป็นเพื่อน ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้นเลยจริงๆนะ” พี่พลอยพยายามอธิบายให้ฉันฟังหลังจากที่ “เขา” เริ่มยุติความผูกพันระหว่างเขาและเธอด้วยการตีตัวออกห่าง ฉันคงเชื่อว่าพี่พลอยไม่ได้คิดอะไรกับเขาจริงๆ ถ้าหากไม่ได้รับรู้เรื่องราวของการกระทำที่เกินเลยกว่าไม่คำว่าไม่ได้คิดอะไรของพี่พลอย  ฉันเองพยายามทำตัวเหมือนไม่ได้รับรู้อะไร และไม่รู้สึกอะไร แต่จริงๆแล้วหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเฉ่าก๊วยรถช็อปเปอร์คันใหญ่ขับมาจอดที่หน้าร้าน  “ใช่เขาจริงๆด้วย”  แต่ความดีใจอยู่กับฉันไม่เคยนานเกินกว่านาที เสียงฟีโนสีครีมก็สะกิดฉันให้ตื่น  รถของพี่พลอยขับตามมาจอดเคียงคู่กัน

 

อากาศเริ่มเย็นลง ฉันรู้สึกหนาวสะท้านจนเข้ากระดูก  ไม่รู้ว่าเพราะยืนอยู่กลางที่โล่งหรือเป็นเพราะเรื่องราวของวันนี้

 
คงไม่มีสิ่งใดที่อึดอัดใจเกินไปกว่าเก็บความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ ทำทีไม่สนใจ หากแต่ต้องรับรู้ความรู้สึกของคนสองที่รักกันไม่ได้ ไม่ใช่ซิสามคนรวมตัวฉันเองด้วย  

 

 ฉันรู้สึกสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเขาเอาเสื้อคลุมของเขามาสวมใส่ให้ฉัน “อากาศเย็นแล้วเดี๋ยวจะไม่สบาย” เขาบอก  “ขอบคุณค่ะ” ฉันตอบเขาเบาๆ แต่กลับรู้สึกแปลกใจตัวเองที่เสื้อตัวนี้ไม่ช่วยให้ฉันรู้สึกอุ่นเหมือนเมื่อคืนก่อนที่ฝนตกและเขาสละเสื้อคลุมให้ฉันเช่นเดียวกับคืนนี้   การหยิบยืนเสื้อคลุมให้ห่มกลายเป็นเพียงมารยาทและความสุภาพที่ชายคนหนึ่งสมควรจะทำให้หญิงสาวที่กำลังเหน็บหนาวเพียงเท่านั้น นอกเหนือจากนี้คือความว่างเปล่า   นาทีนี้ฉันรู้สึกสับสนปนน้อยใจต่อโชคชะตาที่ดูเหมือนจะเล่นตลกให้ฉันต้องอัดอั้นกับความรู้สึกของตัวเองอีกครั้ง ฉันไม่สามารถอธิบายให้ใครเข้าใจได้ว่าการกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาและทำหน้าเฉยๆต่อหน้าใครสักคนที่เป็นเหตุแห่งน้ำตานั้นมันยากเย็นขนาดไหน  

 

ความเงียบเข้าปกคลุมเราสองคน ดึกมากแล้ว น้ำทะเลสีดำหลับไหลไม่ไหวติง แม้แต่คลื่นลูกเล็กๆก็ไม่มีให้เห็นกระทบชายหาด เช่นเดียวกับใจฉันที่กำลังจะหยุดการเคลื่อนไหวอีกครั้ง ทั้งๆที่มันเพิ่งจะเริ่มต้นทำงานใหม่ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ฉันคิดถึงมืออุ่นๆที่ลูบแขนฉันเบาเบาเวลาที่ฉันทุกข์ใจ ฉันคิดถึงแววตาตื่นเต้นเวลาที่ฉันเล่านิทานดวงดาวปรัมปรา ฉันคิดถึงเสียงหัวเราะเวลาที่เราคุยเรื่องพฤติกรรมตอนเด็กๆ และฉันคิดถึงเขาเวลาที่เราอยู่ใกล้ๆกันแบบนี้ 

 

ก่อนกลับเขาสัญญากับฉันว่าคืนที่ลมหนาวพัดมาแล้ว เขาจะพาฉันมาดูดาวที่สะพานปลาแห่งนี้อีกครั้ง หากเป็นเมื่อไม่กี่วันก่อนฉันคงรู้สึกดีใจและตื่นเต้นพอสมควร แต่ตอนนี้ฉันเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าเมื่อถึงวันที่ลมหนาวพัดมาจริงๆ  ฉันจะอยากมาดูดาวกับเขาอีกหรือเปล่าเพราะฉันเกรงว่าท้องฟ้าจะยังไม่สวยเช่นเคย

 

                                                                                 ....บันทึก(ทัก) ณ บางแสนสุข