กว่า 12 ชม.และอีก 762 โค้ง

ในที่สุดทางหลวงหมายเลข 1095 ก็พาฉันมายังดินแดนในฝัน

"ปาย" เมืองในหมอกกลางหุบเขา จ.แม่ฮ่องสอน

สถานที่ที่หลายคนยกนิ้วให้เป็นเมืองแห่งความโรแมนติก

เหมาะแก่การมาเยือนในฐานะของคนมีความรัก

แต่หากย้อนกลับไปกว่าหกร้อยปีก่อนแล้ว 

ดินแดนนี้ถูค้นพบและจับจองโดยชนชาวพม่า

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ จึงเป็นที่จับจ้อง ต้องการถือเป็นสิทธิ์  

เมื่อความโลภเข้าปกคลุม ความสงบสุขจึงแปรเปลี่ยน

จากรอยยิ้มกลายเป็นน้ำตาที่เปอะเปื้อนไป

ด้วยเลือดเนื้อของทั้งชนในชาติและพี่น้องข้างประเทศ

"บ้านดอน" ชื่อเดิมของดินแดนแห่งนี้จึงเป็นแหล่งผลิตเสบียง

ทั้งกองทัพไทย กองทัพพม่า และกองทัพญี่ปุ่น

อีกทั้งยังเป็นสนามสังเวยผู้คนหลายร้อยชีวิต

เพื่อแลกกับคมเป็นมหาอำนาจของผู้นำประเทศ

ฉันไม่มั่นใจว่ามันคุ้มค่ากันหรือเปล่า

บัดนี้ความเจริญได้เข้ามาช่วยลบเลือนอดีตเก่าๆของปาย

ให้กลายเป็นเพียงความทรงจำสีจางๆ

หากแต่ฉันกำลังกลัวว่าความเจริญเหล่านี้

จะลบเลือนตัวตนที่แสนอบอุ่นของพวกเขาไปอีกครั้ง

 

 

หลังจากเก็บกระเป๋า เข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว

ฉันแบกกล้องตัวเก่ง เดินเรียบไปตามเส้นทางถนนคนเดิน

สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าและผู้คนมากมายจากทั่วสารทิศ

หากจะนับคนที่เป็นเจ้าของถิ่นเมืองปายโดยกำเนิดแล้วก็คงทำได้ไม่ยาก

เพราะดูจะน้อยนัก

เสียงอึกทึกครึกโครมของดนตรีสากลมีให้ได้ยินหนาหูกว่าเสียงสล้อซอซึง

จากกลุ่มนักเรียนและชาวบ้านที่มาตั้งวงเล่นให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน

แค่เฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์

ฉันหยุดนั่งดูพวกเขาเล่นดนตรีบนทางเท้า  ในมือถือชาตะไคร้อุ่น

รู้สึกปลอดโปร่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ชั่วขณะหนึ่งของความรู้สึกฉันอยากให้ใครสักคนมานั่งอยู่ข้าง

และคงไม่ต้องบอกว่าฉันกำลังคิดถึงใคร

ฉันเดินต่อไปยังเส้นทางเดิม หยุดตรงหน้าร้านมิตรไทย ร้ายขายของที่ระลึกชื่อดัง

นักท่องเที่ยวมากมายกำลังเลือกซื้อของฝากถึงคนที่ห่วงใ

คงเป็นจริงอย่างที่บอกกันว่าเพราะว่าความห่างไกลนี่แหละ

ที่ทำให้คนเรารู้จักความคิดถึงมากขึ้น

ฉันหยิบโปสการ์ดขึ้นมาสองใบ แต่เขียนส่งถึงใครที่คิดถึงแค่คนเดีย

 



 

2-3วันแรกที่ไปถึงปายฉันยังคงตื่นเต้นกับบ้านเมืองที่แปลกหูแปลกตา

จะว่าไปแล้วก่อนมาที่นี่ฉันกังวลถึงความเดียวดาย

ที่จะเกิดขึ้นกับการเดินทางที่โดดเดี่ยวเช่นนี้ 

หากแต่ในความเป็นจริง ฉันกับความเหงาเราสบตากันอย่าเพื่อนสนิท

ความหนาวเย็นของบรรยากาศกำลังพอดี ไม่มากเกินไป 

เพียงพอให้ฉันเรียนรู้ที่จะกอดตัวเองได้อย่างอบอุ่น

 

“ อย่าทรมาณตัวเองด้วยการยืนตากแดด หรือต้านลมหนาว

ถ้ารู้ว่าหนาวก็หาเตาพิง ถ้ารู้ว่าร้อนก็หาที่หลบรม

ความรักไม่ทำร้ายเรา ถ้าเราไม่ทำร้ายตัวเอง

ถ้ารู้จักรัก...แสงแดดจะทำให้อุ่น ลมหนาวจะทำให้หลับสบาย “
 

 

 

 

 

ตอนนี้ฉันนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ หน้าที่พัก "ปายน้ำปลายดอย"  

บ้านไม้มุงจาก หลังคาเปิดได้  ตั้งอยู่บนไหล่เขาต่างระดับกันไปจำนวน 8 หลัง

กว่าปีที่ถูกปล่อยให้รกร้าง วันนี้มันถูกรื้อถอนและแต่งตัวใหม่

เพื่อเตรียมต้อนรับนักเดินทางจากแดนไกล

ฉันหลับตาลงเบาๆ สูดลมหายใจเข้าลึกกว่าที่เคย ปล่อยให้ความสงบนำพา

เสียงน้ำไหลจากลำธาร เสียงนกร้อง และเสียงยอดไผ่ลู่ลม

ขับกล่อมฉันให้ล่องลอยผ่านกาลเวลาไปอย่างเนิ่นนาน 

ฉันนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนไว้ว่า  สามสิ่งที่ทำให้เกิดความสุข คือ

หนึ่งได้อยู่ในที่ที่อากาศปลอดโปร่ง

สองว่างเว้นจากความทะเยอทยาน

และสามได้รักใครสักคน

 

 

 

ฉันตกใจตื่น เมื่อลมเย็นๆสัมผัสที่ใบหน้า ไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปนานเท่าไหร่

ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้ว คืนนี้อากาศหนาว ท้องฟ้ามืดสนิท มองเห็นดวงดาวชัดเจน 

ฉันยังคงทอดกายอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ตัวเดิม

ฟังเสียงแม่น้ำปายไหลรินหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

โคมลอยน้อยใหญ่ล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน

หลายคำอธิฐานที่ถูกภาวนาให้ความทุกข์ยากของการมีชีวิตอยู่

ได้ปลดปล่อยไปพร้อมกับโคมกระดาษแก้ว

ฉันแอบภาวนาด้วยเบาเบา...

 

 

 

" ไม่มีสิ่งใดสามารถรักษาสิ่งที่เรารักได้นอกจาก..ความทรงจำ "

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

Comment

Comment:

Tweet

อิอิ

ไว้จะไปอีก จะชวนพี่ๆน้องไปกัน ^_^

#4 By fukawara on 2010-02-01 22:16

ไม่เคยไปปาย
แต่เข้าใจว่าคงทำให้ชีวิตเรามีสีสันขึ้นมาบ้าง
กับการได้ยืนอยู่บนนั้น
เพราะมันอาจจะคุ้มค่ากับการที่จะทำให้เราได้คุยกับตัวเองบ้าง

#3 By Tuesday-Afternoon on 2009-12-22 11:30


บางที
ความเงียบของเมืองปาย
อาจทำให้่เราได้่ยินเสียงหัวใจ
ของตัวเองได้ชัดยิ่งขึ้น...

#2 By Gift Nina on 2009-12-21 01:39

เคยมีโอกาสได้ไปมา 1 ครั้ง

แต่อยากไปคนเดียวสักครั้ง

คงได้ย้อมมองตัวเองแบบชัดๆสักที

ว่าตอนนี้ต้องการอะไรกันแ่น่

#1 By BeSiGuM on 2009-12-21 01:30